Thursday, September 3, 2009

ต้มโคล้งต้านหวัด สูตรแม่นายกฯ อภิสิทธิ์

กำลังฮือฮาทีเดียวสำหรับต้มโคล้งต้านหวัดสูตรแม่นายกฯ จากงานที่เมื่องทอง เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง
อาหารต้านหวัด 2009 ที่น่าสนใจ คือต้มโคล้งรวมมิตร ตำรับ ศ.พญ.สดใส เวชชาชีวะ มารดานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันว่าต้มโคล้งเป็นตำรับอาหารไทย มีส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิดที่มีสรรพคุณต้านหวัด ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง โดยเครื่องปรุง ของต้มโคล้งสูตรแม่นายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยขิง ข่า ตะไคร้ ขมิ้นชัน หอมแดง มะขามอ่อน หรือยอดมะขามอ่อน เกลือ น้ำซุปไก่ ปลากรอบชนิดต่างๆ หรือปลาช่อนแห้ง ปลาแดดเดียว (ย่าง) ชนิดใดชนิดหนึ่ง กะเพรา พริกขี้หนู และพริกแห้งเผา ทั้งนี้ ศ.พญ.สดใส ระบุว่า น้ำซุปไก่ถือเป็นยาต้านหวัดที่ดีชนิดหนึ่ง โดยมีรายงานการวิจัยจาก นพ.สตีเฟน เรนนาร์ด หัวหน้าแผนกโรคปอดแห่งมหาวิทยาลัยเนแบรสกา ระบุว่า การตุ๋นไก่ทั้งตัว เอาน้ำซุปจิบแก้ไอเนื่องจากหวัดได้ผลดี เพราะไก่มีกรดอะมิโนตามธรรมชาติ เป็นยาขับเสมหะตัวหนึ่ง นอกจากนี้ ซุปไก่ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวที่ชื่อนิวโทรฟิลส์ ไปยังเนื้อเยื่อปอด ซึ่งจะช่วยลดขบวนการอักเสบในปอดและบรรเทาการไอได้

และอีกสูตรสำหรับต้มโคล้ง
เครื่องปรุง
ปลากรอบใหม่ๆอบหรือปิ้งแกะเอาแต่เนื้อ 4 ตัว
หอมเผาทุบพอแตก 3
หัวพริกแห้งเผาหั่นเป็นแว่น 5
เม็ดน้ำมะขามเปียก 2
ช้อนโต๊ะน้ำปลาดี 1/4 ถ้วยตวง
น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะน้ำ 3 ถ้วยตวง
ตะไคร้หั่นเป็นท่อน 1 ต้น
ใบมะกรูดฉีกชิ้นโตพอควร 3 ใบ
ที่ขาดไม่ได้ ใบมะขามอ่อน

วิธีทำ นำน้ำตั้งไฟ หอมเผา ตะไคร้ พอเดือดตามด้วยใบมะขามอ่อนจากนั้นใส่ปลากรอบตามลงไปให้ปลาอมน้ำแกงไว้สักพักปรุงรสด้วยน้ำปลาดี น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว ชิมรส เมื่อกลมกล่อมแล้วใส่พริกแห้งโรยด้วยใบมะกรูดฉีก ยกลงพร้อม เสิร์ฟร้อนๆ

Monday, August 31, 2009

หยุดโรคข้อต่ออักเสบด้วยเชอร์รี่

วันนี้เก็บข้อมูลดีๆเกี่ยวกับโรคข้ออักเสบที่สามารถดูแลได้ด้วยเชอร์รี่ จาก ประชาชาติธุรกิจ
อาการปวดบวมถึงขั้นอักเสบตามข้อมือข้อเท้า หรือข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย อาจเป็นอาการของโรคข้อต่ออักเสบ (Arthritis) หรือโรคปวดข้อรูมาตอยด์ (Rhuematoid Arthritis) ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 4-5 เท่า และพบมากในช่วงอายุ 20-50 ปี โดยจะมีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุข้อเกือบทุกแห่งทั่วร่างกายพร้อมๆ กัน ร่วมกับมี การอักเสบของพังผืดหุ้มข้อ เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อ

สาเหตุของโรค ทางการแพทย์เชื่อว่าเป็นผลมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองอย่างผิดปกติต่อเชื้อโรค หรือสารเคมีบางอย่าง (ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน) ทำให้มีการสร้างแอนติบอดีที่มีปฏิกิริยาต่อเนื้อเยื่อในบริเวณข้อของตัวเอง เรียกว่าปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง หรือออโตอิมมูน (autoimmune )

ในปัจจุบันมีวิธีการเยียวยารักษา ทั้งยาทา ยากิน การผ่าตัด และการกายภาพบำบัด แต่สำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันมากกว่าแก้ไข ผลทดสอบในห้องปฏิบัติการจากมหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐมิชิแกน หรือ MSU และเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ www.arthritis- treatment-and-relief.com ระบุว่า สารสีแดงในผลเชอร์รี่ หรือที่เรียกว่า แอนโธไซยานิน นั้นมีสรรพคุณช่วยลดอาการอักเสบของข้อต่อได้มากกว่ายาแก้ปวดแอสไพรินถึง 10 เท่า อีกทั้งยังไม่ก่อผลข้างเคียงให้กับผู้ใช้ เหมือนกับที่ผู้ใช้แอสไพรินบางรายเคยพบเจอ

มีคำแนะนำว่า หากดื่มน้ำคั้นจากผลเชอร์รี่สด อย่างน้อยวันละ 1 แก้ว ติดต่อกัน 4 วัน และหยุดอีก 4 วัน และกลับมาดื่มใหม่ ติดต่อกันอีก 4-5 วัน จะทำให้ผู้เคยมีอาการปวดตามข้อต่อต่างๆ มีอาการดีขึ้น ส่วนปริมาณการบริโภคที่เหมาะสม มาราลิดฮาราน เนียร์ หัวหน้านักวิจัยโครงการ เชอร์รี่ MSU ระบุว่า ผลเชอร์รี่ 20 ลูก ให้ปริมาณ
แอนโธไซยานิน 25 มิลลิกรัม เพียงพอสำหรับหยุดการทำงานของเอ็นไซม์ที่ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุข้อ และป้องกันการเจ็บปวดต่างๆ ได้

นอกจากนี้ นักวิจัยยังแนะนำให้รับประทานผลเชอร์รี่สด ซึ่งจะให้ผลดีกว่าผลเชอร์รี่ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปอาหารต่างๆ แล้วรักษาเนื้อรักษาตัวก่อนบิน

สำหรับผู้มีเหตุต้องใช้บริการเครื่องบินในการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางระยะไกล ข้ามเส้นแบ่งเวลา ต้องเตรียมตัวให้พร้อม เว็บไซต์ www.familydoctor.org แนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไกลโดยเครื่องบินไว้ว่า ก่อนเดินทางต้องจัดเตรียมยาส่วนตัวไว้ใน กระเป๋าถือขึ้นเครื่องให้พร้อม และต้องปรึกษาแพทย์ให้แน่ใจว่า ควรทานยาในปริมาณเท่าใด หากต้องเปลี่ยนเวลากินและเวลานอน และเนื่องจากอากาศบนเครื่องบินแห้งมาก ดังนั้นควรงดดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน และสารที่จะทำให้เกิดอาการขาดน้ำด้วย

นอกจากนี้ สำหรับผู้ผ่านการดำน้ำลึก ยิ่งต้องระวัง เพราะมีคำแนะนำทางการแพทย์ระบุว่าอันตรายมาก หากขึ้นเครื่องบินทันที หลังจาก ดำน้ำมา ดังนั้น ผู้ดำน้ำต้องรอเวลาประมาณ 12-24 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายปรับตัวก่อน จึงจะโดยสารเครื่องบินได้

Saturday, August 29, 2009

เคล็ดลับวิธีเพิ่มน้ำหนัก สำหรับคนที่มีน้ำหนักน้อยให้อวบอิ่มสุขภาพดี

เริ่มจาก การแบ่งมื้ออาหารให้ถี่ขึ้น แทนที่จะกินอาหาร 3 มื้อหลัก ให้แบ่งเป็น 5 -6 มื้อต่อวัน
  • เลือกกินคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชต่างๆ ขนมปังโฮลวีต หรือคาร์โบไฮเดรตจากผัก ผลไม้ เช่น ข้าวโพด เผือก และมันอบ
  • เน้นรับประทานโปรตีนจากเนื้อปลา โดยเฉพาะปลานึ่ง
  • ดื่มน้ำผลไม้ เป็นประจำทุกวัน โดยเลือกผลไม้ที่ไม่หวานจนเกินไป วิธีนี้ช่วยเพิ่มแคลอรี่อีกทางหนึ่ง
  • ออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนัก เพราะจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ

เพียงเท่านี้น้ำหนักคุณจะเพิ่มขึ้นแบบไม่เสียสุขภาพแน่นอน.
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วิธีบรรเทาอาการปวดหัว สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มาฝาก

เริ่มจากการพยายามคิดถึงสิ่งต่างๆ ในแง่ดี ยกตัวอย่างเช่น สามีกลับบ้านดึก ก็เพราะเขาทำงานหาเงินเพิ่มเติมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับลูกน้อยที่กำลังจะเกิด แทนที่จะเกิดอารมณ์หงุดหงิด ก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นเข้าใจ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 7 - 9 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย เพราะนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน และโรคเบาหวานด้วย
  • รับประทานอาหารและของว่างที่มีประโยชน์ หากคุณแม่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอาจเป็นตัวการทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้
  • อ่านหนังสือธรรมะ เพราะหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาสามารถช่วยให้คลายความเครียดในใจลงได้

เพียงเท่านี้อาการปวดหัวก็จะบรรเทาลง
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Wednesday, August 26, 2009

ผักฆ่าน้ำตาล ช่วยรักษาเบาหวาน - เชียงดา

วันนี้นำเรื่องราวของสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมาบอกต่อกัน โดยฌฉพาะคนที่มีปัญหากับเรื่องน้ำตาลและเบาหวาน ต้องอ่านต่อเลยละ
สำหรับคนที่หลงใหลในเสน่ห์แห่งมนต์เมืองเหนือ และพอจะเคยผ่านหูเพลง “ของกิ๋นบ้านเฮา” ของตำนานโฟล์กซองคำเมืองอย่าง “จรัล มโนเพ็ชร” มาบ้าง อาจจะพอจำท่อนที่บรรยายถึง “อาหารเมือง” อันหลากหลาย รวมถึงวัตถุดิบชนิดผักที่มีชื่อแปลกๆ ไม่คุ้นหู ในท่อนที่ร้องว่า “...แก๋งผักเซี่ยงดา ใส่ปล๋าแห้งตวยเน่อเจ้า แก๋งบอนแก๋งตุน กับแก๋งหยวกกล้วย. ต้ำบะหนุนยำเตา ส้าบะเขือผ่อย แก๋งเห็ดแก๋งหอย ก้อยปล๋าดุกอุย” คงกำลังงงว่า เจ้าผัก “เซี่ยงดา” ที่ จรัล ร้องเอาไว้นี้ หน้าตามันเป็นอย่างไร และมีสรรพคุณประโยชน์อะไรอย่างไรบ้าง

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้บอกเล่าสรรพคุณที่หลากหลายของเจ้าผักพื้นบ้านชื่อแปลกชนิดนี้ว่า “เซี่ยงดา หรือ เซ่งดา” ในภาษาเมืองของภาคเหนือ มันคือผัก “เชียงดา” หรือ “จินดา” ในภาคกลาง ส่วนในภูมิภาคอื่นๆ จะมีชื่อเรียกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็น “ผักว้น” ,“ม้วนไก่” หรือ “ผักเซ็ง” เป็นพืชในวงศ์ ASCLEPIADACEAE มีลักษณะเป็นไม้เถา น้ำยางใส ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ดอกช่อ ออกที่ง่ามใบ สีเหลืองอมส้ม ผลรูปหอก มีข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือในภาษาฮินดู “Gurmar” คำๆ นี้แปลตรงตัวว่า “ผู้ฆ่าน้ำตาล”

“เชียงดาจะมีรสขมนิดๆ ชนิดที่เกิดในป่าจะขมกว่าชนิดที่นำมาปลูกในบ้านเป็นผักเพื่อบริโภค หากลองเด็ดใบแก่สักหน่อยมาเคี้ยวกินดู แล้วหลังจากนั้นกินน้ำตาลทรายเข้าไป มันจะไม่หวานเหมือนกินน้ำตาล แต่มันจะเหมือนกินทราย รสของเชียงดาจะทำให้น้ำตาลไร้รสชาติ และรสของมันจะติดลิ้นค่อนข้างนาน พาลทำให้คนที่เคี้ยวไม่อยากอาหารไปเลย”

หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวต่อไปอีกว่า ผักเชียงดาถูกใช้เป็นยารักษาเบาหวานในอินเดียและประเทศในแถบเอเชียมานานกว่า 2000 ปีแล้ว มีสารสำคัญคือ gymnemic acid ซึ่งสกัดมาจากรากและใบของผักเชียงดา มีรูปร่างเหมือนน้ำตาลกลูโคส จึงไปจับเซลล์รีเซพเตอร์ในลำไส้ ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาล The U.S. National Library of Medicine (NLM) and the National Institutes of Health (NIH) พบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ว่าผักเชียงดา สามารถที่จะช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานทั้งชนิด พึ่งอินซูลิน(type 1) และไม่พึ่งอินซูล(type 2)ได้ เมื่อให้ร่วมกันอินซูลิน และยารักษาเบาหวานอื่นๆ และยังมีรายงานว่ามีบางรายใช้ผักเชียงดาตัวเดียวในการคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่ต้องใช้ยาแผนปัจจุบัน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ผู้ป่วยเบาหวานจะต้องบอกให้แพทย์ทราบเมื่อกินผักเชียงดาช่วยคุมเบาหวานเพื่อที่จะลดอินซูลินและยาลง

Tuesday, August 25, 2009

บิกินียีนส์…ยีนส์รูปแบบใหม่ของคนหุ่นดีและใจถึงโดยเฉพาะ

วันนี้เล่าข่าวด้วยรูปแบบใหม่ของกางเกงยีนส์กับลูกเล่นที่คุณคาดไม่ถึงเชียวละ ลองดูนะถ้าสนใจลองหามาใส่ดูบ้าง แต่ต้องมั่นใจในหุ่นตัวเองนะจ๊ะ

แฟชั่นแปลกขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ กับกางเกงยีนส์ ที่ไม่น่ามีลูกเล่นอะไรมากนัก นอกจาก ทำให้ขาบานหรือขาเดฟ แต่ดีไซเนอร์สาวชาวญี่ปุ่นหัวใส ออกแบบกางเกงยีนส์ให้มีสายผูกเหมือนบิกินีตัวจิ๋ว
Sanna’s แบรนด์ดังจากญี่ปุ่น เปิดตัวบิกินียีนส์ กางเกงยีนส์เอวต่ำที่โดดเด่นด้วยสายผูกสไตล์บิกินี ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากเหล่าสาวๆ ลูกค้าเอง ที่ต้องการกางเกงเอวต่ำมากๆ แต่ไม่อยากโชว์กางเกงใน และยังคงดีไซน์ความเป็นผู้หญิง

ซานดร้า มานิมูระ ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบกางเกงยีนส์ตัวเก๋ตัวนี้ เผยว่า ด้วยโจทย์ที่ลูกค้าต้องการนั้นเป็นเรื่องยาก ที่จะออกแบบให้กางเกงไร้เอวไม่ร่วงลงมาอยู่ตาตุ่ม เลยได้ไอเดียจากบิกินีตัวจิ๋ว โดยใช้เชือกผูกสไตล์บิกินีมาปรับใช้กับเอวกางเกงยีนส์

ขณะนี้ กางเกงยีนส์เอวเก๋ตัวนี้กำลังเป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่น และทางบริษัทคาดว่า กางเกงยีนส์สไตล์นี้จะได้รับความนิยมในประเทศอังกฤษด้วย อย่างไรก็ตาม สไตลิสต์ที่อังกฤษต่างมีความเห็นว่า เป็นดีไซน์ที่เกินรับได้จริงๆ เพราะหากว่าอยากใส่กางเกงยีนส์ต่ำ แล้วเอวมันหลุดโชว์กางเกงในก็แค่ใส่เข็มขัดยึดไว้เท่านั้นเอง แต่กางเกงยีนส์บิกินีแบบนี้ สาวๆ ต้องแน่ใจว่าตัวเองยังสาว หุ่นดีและผอมเพรียวจริงๆ เพราะไม่งั้นก้อนเนื้อบริเวณสะโพกของคุณมันคงปูดออกมาให้เห็นบริเวณช่องของสายบิกินีแน่ๆ

แล้วคุณล่ะ...แน่ใจว่าสะโพกฟิตพอที่จะเผยด้วยกางเกงยีนส์บิกินีสไตล์นี้หรือเปล่า !?!

ขอบคุณ : ผู้จัดการออนไลน์

Tuesday, August 18, 2009

ประโยชน์ของกระเทียม มีมากกว่าที่คิด

ในภาวะที่ไข้หวัดกำลังระบาด การสร้างความแข็งแรงและภูมิต้านให้ร่างกายเป็นเรื่องสำคัญ อย่ามองข้ามกระเทียมนะจ๊ะ

กระเทียมเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณในการบำบัดรักษาโรคได้หลายชนิด

กินกระเทียมเป็นประจำ จะทำให้ผิวหนังสะอาด เพราะกระเทียมจะไปทำความสะอาดเลือด ช่วยให้ผิวหนังดีขึ้น รักษาผิวหนังที่เป็นตุ่มแผล ผิวหนังด่างดำ สิวและฝี

กระเทียมช่วยลดความดันโลหิตสูง เพราะกระเทียมจะไปขยายเส้นเลือดให้กว้างขึ้น ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว เพราะกระเทียมจะไปยับยั้งการสร้างสารกรอมโปเซนบี 2 ซึ่งสารนี้เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อน และเป็นสาเหตุทำให้ความดันโลหิตสูง

Monday, August 17, 2009

การรักษาหวัดใหญ่ ด้วย Zanamivir

คงไม่ช้าเกินไปที่ ภาษาหมอ จะหยิบยกตัวยา Zanamivir ที่ใช้รักษาหวัดใหญ่ มาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง!

ศูนย์ควบคุมโรค สหรัฐอเมริกา บันทึกไว้ว่า Zanamivir เป็นยาสำหรับไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก และ ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ใช้รักษาโรคติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในเด็กและผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป แต่ใช้ ป้องกันการติดเชื้อ ไข้หวัดใหญ่ในเด็กและผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป

ตัวยา เป็นผงแห้งสำหรับสูดทางปาก ขนาดสำหรับการรักษา คือ 10 mg ใช้สูดเข้าทางปากวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน โดยเริ่มให้ยาภายใน 2 วัน หลังจากอาการปรากฎ ที่สำคัญควรใช้ยาเป็นเวลาเดิมของทุกวัน

สำหรับสตรีมีครรภ์ คณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐจัดให้ Zanamivir อยู่ใน Pregnancy Category C ซึ่งบ่งชี้ว่ายังไม่มีการศึกษาทางคลินิกเพื่อประเมินความปลอดภัยของยานี้ในสตรีมีครรภ์ ดังนั้นการใช้ยานี้จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่จะได้รับกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานการเกิดผลข้างเคียงในคนที่ใช้ยานี้ระหว่างตั้งครรภ์รวมถึงเด็กที่เกิดมา

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการหลอดลมตีบหรือมีปัญหาการหายใจอย่างรุนแรง ดังนั้นจึงไม่แนะนำ Zanamivir สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่น หอบหืด หรือ โรคอุดกั้นทางเดินหายใจเรื้อรัง (COPD) ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคปอด ควรใช้ยาขยายหลอดลมที่ออกฤทธิ์เร็วชนิดสูดพ่นระหว่างที่ได้รับยา Zanamivir โดยใช้ยาขยายหลอดลมก่อนให้ใช้ Zanamivir ข้อควรระวัง! หากเกิดอาการแพ้ยา ได้แก่ ปาก คอหอย หรือหน้าบวม ให้หยุดใช้ยาแล้วรีบไปพบแพทย์ทันที ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก www.yaandyou.net
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Sunday, August 16, 2009

ประโยชน์ที่ได้รับจากการขัดผิว

ต่อจากเมื่อวานที่เราพูดถึงการขัดผิวแบบแห้งไปแล้ว หลายคนอาจอยากรู้ว่า ประโยชน์ของการขัดผิวมีอะไรบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลมาเพิ่มเติม

ปกติผิวจะมีการผลัดเซลล์ผิวทุก 2-4 สัปดาห์ แต่เมื่ออายุเกิน 20 ปี การผลัดเซลล์ผิวจะช้าลง ทำให้เกิดปัญหาริ้วรอย และผิวหมองคล้ำ การขัดผิวด้วยฟองน้ำ เกลือขัดผิว แปรง หรือวิธีอื่น ๆ จึงช่วยให้เซลล์ผิวผลัดตัวเร็วขึ้น ทำให้ผิวดูกระจ่างใส

ผิวแห้ง การขัดผิวที่เสื่อมสภาพออก จะช่วยให้ครีมบำรุงผิวซึมซาบเข้าสู่ชั้นผิว ผิวจึงไม่แห้งตึง

ผิวผสม ลดปัญหาการเกิดสิว ช่วยให้สีผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอ

ผิวมัน ช่วยให้รูขุมขนสะอาดขึ้น ลดการอุดตัน และลบเลือนรอยดำจากสิว

ผิวที่มีริ้วรอย กระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติให้ทำงานดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอย และความหมองคล้ำ ผิวจึงดูสดใสและอ่อนวัยขึ้น

ผิวที่ไม่เรียบเนียน ช่วยลบเลือนจุดด่างดำและริ้วรอยที่เกิดจากสิว

ผิวแตกลาย / ผิวเปลือกส้ม การขัดผิวด้วยฟองน้ำนุ่ม ๆ หรือใยบวบธรรมชาติที่แช่น้ำจนนิ่ม ในบริเวณที่ผิวแตกลาย เป็นคลื่น เป็นลอน ทุกวัน จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และลบเลือนริ้วรอยให้จางลงได้

การขัดผิวหน้าควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และขัดผิวกายเดือนละ 1-2 ครั้ง โดยวนมือเป็นวงกลมเบา ๆ หลังขัดผิวควรหามอยส์เจอไรเซอร์มาเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว รู้อย่างนี้แล้ว สาวคนไหนอยากมีผิวสวย อย่าลืมหันมาขัดผิวกันดีกว่า.
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Friday, August 14, 2009

ขัดผิวง่ายๆ ด้วยวิธีขัดผิวแบบแห้ง

หลายท่านต้องเคยขัดผิวเพื่อความสวยงามสดใสเปล่งปลั่งของผิวมาแล้วอย่างแน่นอน แต่วันนี้เรามีอีกวิธีมานำเสนอ

การขัดผิวกายสามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีหนึ่งที่ง่ายและสามารถทำได้เองที่บ้าน คือ การขัดผิวแบบแห้ง จะใช้อุปกรณ์เพียงอย่างเดียว คือ แปรงขัดตัวที่มีขนอ่อนนุ่ม หรืออาจจะเลือกใช้ใยบวบอ่อน การขัดผิวแบบแห้งนอกจากจะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายออกไปแล้ว ยังเป็นการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดสู่ผิวหนัง เพิ่มการขับของเสียออกจากผิว นอกจากนี้การขัดผิวอย่างเบาๆ ยังทำให้ผ่อนคลายด้วย

ขั้นตอนการขัดผิวแบบแห้ง เริ่มจากแปรงผิวเบา ๆ เป็นวงกลมจากเท้าไล่ขึ้นมาจนถึงต้นขาด้านบน เมื่อขัดขาทั้งสองข้างเสร็จ ให้ย้ายไปขัดที่แขนโดยแปรงจากปลายนิ้วจนถึงไหล่ สุดท้ายเอื้อมไปขัดที่หลัง หากไม่ถึงควรใช้แปรงขัดที่มีด้าม จะสะดวกยิ่งขึ้น ขัดไล่จากหลังมาด้านหน้าจนทั่วลำตัว เมื่อขัดทั่วลำตัวแล้วให้อาบน้ำตามปกติ แต่ถ้าอยากให้ผิวนุ่มยิ่งขึ้น แนะนำว่าควรผสมน้ำมันหอมระเหยลงไปด้วย

อ่านจบแล้ว ถ้าต้องการเปิดผิวเนียนสวยสามารถทดลองวิธีที่แนะนำไปทำให้เกิดผลกันได้เลยนะ.
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์